วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ดาวพลูโต(pluto planet)

ดาวพลูโต(pluto planet)

 

site map


 

 

ลักษณะหน้าเวบไซด์

 



จากหน้าหลักจะมีการเชื่อมโยงอื่นๆ คือ

 

1.พลูโต


 


เดิมทีดาวพลูโตจัดเป็นดาวดวงหนึ่งในระบบสุริยะ และทั้งยังเป็นดาวที่


อยู่ห่างไกลดวงอาทิตย์มากที่สุด และยังเป็นดาวที่เล็กที่สุดอีกด้วย


โดยมีขนาดเล็กกว่าดวงจันทร์ในระบบสุริยะ 7 ดวง


(ดวงจันทร์ของโลก, ไอโอ, ยูโรปา, กันนึมมีด, คัลลิสโต, ไททันและ ทายตัน)


และในเทพนิยายของโรมัน ได้กล่าวว่าดาวพลูโต


คือดาวแห่งเทพ บาดาล อีกด้วย


 


 


 


อ้างอิง


 


http://student.nu.ac.th/clachpher/pluto.html


 


 


2.ลักษณะของดาวพลูโต


โดยลักษณะของดาวพลูโตจะมีการเชื่อมต่ออีก 2 จุด คือ


2.1 ลักษณะทางกายภาพของดาวพลูโต


 



 


ลักษณะทางกายภาพของดาวพลูโต


 



เส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ย:  2,390 กม.(0.180×โลก)


พื้นที่ผิว:   1.795×107 กม.²(0.033×โลก)


ปริมาตร:   7.15×109 กม.³(0.0066×โลก)


มวล:    1.25×1022กก.(0.0021×โลก)


ความหนาแน่นเฉลี่ย:   1.750 กรัม/ซม.³


ความโน้มถ่วงที่ศูนย์สูตร:   0.58 เมตร/วินาที²(0.059 จี)


ความเร็วหลุดพ้น:   1.2 กม./วินาที


คาบการหมุนรอบตัวเอง:   6.387 วัน(6 ชม. 9 นาที 17.6 วินาที)


ความเร็วการหมุนรอบตัวเอง:  47.18 กม./ชม.


ความเอียงของแกน:   119.61°


ไรต์แอสเซนชันของขั้วเหนือ:   313.02°(20 ชม. 52 นาที 5 วินาที)


เดคลิเนชันของขั้วเหนือ:  9.09°


อัตราส่วนสะท้อน:   0.30


 


บรรยากาศ


 


ความดันบรรยากาศที่พื้นผิว:  0.15-0.30 กิโลปาสกาล


องค์ประกอบของดาวพลูโต ประกอบด้วย ไนโตรเจน และ มีเทน


 


ส่วนประกอบส่วนใหญ่ เป็นหิน70%และน้ำแข็ง30%


 


 


2.2 ลักษณะวงโคจร


 



ดาวพลูโตจัดว่าเป็นดาวที่มีวงโคจรที่แปลก


เพราะ มีวงโคจรที่สวนทางกลับดาวดวงอื่น และ วงโคจรยังไปทับกับ


วงโคจรของดาวดวงอื่นๆอีกด้วย


 


 


ระยะจุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุด:  7,375,927,931 กม.(49.30503287 หน่วยดาราศาสตร์)


ระยะจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด:  4,436,824,613 กม.(29.65834067 หน่วยดาราศาสตร์)


กึ่งแกนเอก:   5,906,376,272 กม.(39.48168677 หน่วยดาราศาสตร์)


เส้นรอบวงของวงโคจร:    36.530 เทระเมตร(244.186 หน่วยดาราศาสตร์)


ความเยื้องศูนย์กลาง:   0.24880766


คาบดาราคติ:   90,613.3058 วัน(248.09 ปีจูเลียน)


คาบซินอดิก:   366.74 วัน


อัตราเร็วเฉลี่ยในวงโคจร:   4.666 กม./วินาที


อัตราเร็วสูงสุดในวงโคจร:   6.112 กม./วินาที


อัตราเร็วต่ำสุดในวงโคจร:   3.676 กม./วินาที


ความเอียง:   17.14175°(11.88° กับศูนย์สูตรดวงอาทิตย์)


ลองจิจูดของจุดโหนดขึ้น:   110.30347°


ระยะมุมจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด:   113.76329°


จำนวนดาวบริวาร    3 


 


 


อ้างอิง


 


http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/science03/49/2/web_work/m10.html


 http://www.horauranian.com/images/column_1222416529/Pluto%20Orbit_350.jpg



 

 

 

 

3.การค้นพบดาวพลูโต


  


ดาวพลูโตถูกค้นพบในปี พ.ศ.2473 โดยบังเอิญ หลังจากที่ก่อนหน้านั้นได้มีการคำนวณหาตำแหน่งดาวเคราะห์ดวงใหม่ถัดจาก ดาวเนปจูนโดยใช้ฐานข้อมูลการเคลื่อนที่ของดาวยูเรนัสและดาวเนปจูน แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ หลังจากที่ได้ค้นพบดาวพลูโตแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังคงถกเถียงกันว่า ขนาดของดาวพลูโตเล็กเกินกว่า ที่จะรบกวนวงโคจรของดาวเคราะห์ดวงอื่นได้ จะต้องมีดาวเคราะห์ดวงอื่นที่มีขนาดใหญ่กว่า จึงจะรบกวนดาวเนปจูนได้ ดังนั้นการค้นหา ดาวเคราะห์ X จึงมีขึ้นต่อไป แต่ก็ไม่มีสิ่งใดถูกค้นพบเพิ่มเติม จนกระทั่ง ยานวอนเอเจอร์ 2 ได้ข้อมูลด้านมวลสารของดาวเนปจูนเพิ่มเติม ข้อถกเถียงดังกล่าวจึงหมดไป โดยไม่จำเป็นต้องมีดาวเคราะห์ดวงที่ 10  ดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียว ที่ไม่เคยมีการส่งยานอวกาศไปสำรวจ แม้แต่กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ยังทำการสำรวจรายละเอียดได้ไม่มากนัก โชคดีที่ดาวพลูโตมีบริวารชื่อ แครอน (Charon) ซึ่งค้นพบในปี พ.ศ.2521  นักดาราศาสตร์ทราบเพียง ค่ามวลรวมของพลูโตและแครอน การที่จะได้ค่ามวลสารของแต่ละดวงนั้น จำเป็นต้องอาศัยยานอวกาศขี้นไป สำรวจที่ระยะใกล้ดาวพลูโตต่อไป เช่นโครงการพลูโตเอ็กซ์เพรส เป็นต้น  นักวิทยาศาสตร์บางคนคิดว่า เราควรจะจัดประเภทของดาวพลูโต เป็นดาวเคราะห์น้อยหรือดาวหาง มากกว่าที่จะเป็น ดาวเคราะห์บางคนก็ว่า เราควรจะพิจารณามันเป็นวัตถุที่ใหญ่ที่สุดใน แนวเข็มขัดคุยเปอร์ (Kuiper's belt) อย่างไรก็ตามในปัจจุบันเรายังถือว่า ดาวพลูโตเป็นเทห์วัตถุประเภทดาวเคราะห์ อย่างเช่นเคย วงโคจรของดาวพลูโตรีมาก ขณะที่มันเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ มันจะอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าดาวเนปจูน (นับตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ.2522 จนถึงกุมภาพันธ์ พ.ศ.2542) ดาวพลูโตหมุนรอบตัวเองในทิศทางที่ตรงข้ามกับดาวเคราะห์ดวงอื่น เรายังมิทราบองค์ประกอบของดาวพลูโตที่แน่ชัด แต่ค่าความหนาแน่นอยู่ที่ประมาณ 2 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร โดยอาจมีส่วนผสมเป็นหิน 70% น้ำแข็ง 30% คล้ายกับดวงจันทร์ทายตันของเนปจูน บริเวณพื้นที่สว่างอาจปกคลุมด้วย น้ำแข็งไนโตรเจน ผสมกับ มีเทน และคาร์บอนมอนอกไซด์แข็ง บริเวณที่เป็นสีคล้ำยังไม่มีข้อมูล ดาวพลูโตมีบรรยากาศเพียงเล็กน้อย องค์ประกอบหลักอาจเป็นไนโตรเจน มีคาร์บอนโมนอกไซด์ และมีเทนจำนวนเล็กน้อย โดยมีความกดอากาศที่พื้นผิวต่ำมาก บรรยากาศของดาวพลูโตจะมีสถานะเป็นก๊าซ เฉพาะเวลาที่มันโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด ส่วนในช่วงเวลาอื่นๆ บรรยากาศจะแข็งตัวกลายเป็นน้ำแข็ง


 


 



 

 

ที่มา

 


 


 

 

4.สาเหตุที่ดาวพลูโต ถูกตัดจากระบบสุริยะ

 

กรณีที่นักดาราศาสตร์ราว 2,500 คน เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล ( IAU General Assembly) ณ กรุงปราก เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็ก ระหว่างวันที่ 14-25 สิงหาคม 2549 หนึ่งในหัวข้อประชุมที่เป็นที่สนใจและมีผลกระทบในวงกว้างคือการหาข้อสรุปนิยามคำว่า " ดาวเคราะห์" โดยในวันแรก ๆ ของการประชุม มีการเสนอนิยามที่อาจทำให้ดาวเคราะห์มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 12 ดวง อย่างไรก็ตาม บทสรุปที่ออกมาในวันที่ 24 สิงหาคม กลับทำให้ดาวพลูโตสูญเสียสถานภาพการเป็นดาวเคราะห์ที่ดำเนินมา 76 ปี ขณะนี้ระบบสุริยะของเราจึงมีดาวเคราะห์เพียง 8 ดวง

          ในอดีตกาลนับพันปีล่วงมา เรารู้จักดาวเคราะห์ดั้งเดิมในฐานะดาวที่ไม่อยู่นิ่ง เคลื่อนที่ไปท่ามกลางดาวฤกษ์บนท้องฟ้า เราไม่รู้แม้กระทั่งว่ามันมีขนาดเล็กใหญ่เพียงใด รู้แต่เพียงว่าดาวเคราะห์แต่ละดวงมีความสว่างต่างกัน สีต่างกัน เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วไม่เท่ากัน เดิมเรารู้จักดาวเคราะห์ที่ปรากฏบนท้องฟ้าเพียงแค่ 5 ดวง (ไม่นับโลก) คือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ แต่ด้วยประสิทธิภาพของกล้องโทรทรรศน์ที่พัฒนาขึ้นเรื่อยมาเป็นลำดับ ทำให้นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์เพิ่มขึ้น เมื่อมีการส่งยานอวกาศจำนวนมากเดินทางไปสำรวจอย่างใกล้ชิดก็ยิ่งทำให้เราเข้าใจในธรรมชาติของดาวเคราะห์แต่ละดวง


           ไม่เพียงเท่านั้น ประสิทธิภาพของทัศนูปกรณ์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ยังนำไปสู่การค้นพบวัตถุอีกหลายดวงที่อยู่ไกลมากเสียจนส่องแสงจางกว่าดวงตามนุษย์จะมองเห็นได้หลายเท่า ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อวัตถุบางดวงในจำนวนนั้นมีขนาดใหญ่ใกล้เคียงหรือใหญ่กว่าดาวพลูโตซึ่งเป็นวัตถุที่เรารู้จักในฐานะดาวเคราะห์มาตั้งแต่ถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1930 แล้วเหตุผลอันใดที่เราจึงไม่เรียกวัตถุเหล่านั้นว่าดาวเคราะห์ด้วย ? หรือว่าดาวพลูโตอาจมีขนาดเล็กเกินกว่าจะเป็นดาวเคราะห์กันแน่ ? นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความท้าทายใหม่ที่นักดาราศาสตร์ในปัจจุบันกำลังประสบ


           บรรทัดฐานสำหรับการเรียกสมาชิกของระบบสุริยะว่าดาวเคราะห์หรือไม่ อาจจำแนกตามลักษณะทางกายภาพของวัตถุนั้น เช่น ขนาดหรือความกลมของตัวดวง แต่ปัญหาคือเส้นแบ่งที่ว่านี้อยู่ตรงไหน ? สหพันธ์ดาราศาสตร์สากลหรือไอเอยู เป็นองค์กรนานาชาติที่ทำหน้าที่ประสานงานด้านดาราศาสตร์และกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ ทางดาราศาสตร์ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2462 มีการประชุมสมัชชาใหญ่ทุก ๆ 3 ปี ประเทศไทยเป็นสมาชิกเฉพาะกาลเมื่อปี 2548 โดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2548 ได้อนุมัติให้ไทยเสนอตัวเข้าเป็นสมาชิก และได้รับเสียงสนับสนุนเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2549


               กรรมการบริหารของไอเอยูได้เริ่มจัดตั้งคณะกรรมการนิยามดาวเคราะห์ ( Planet Definition Committee -- PDC) เพื่อพิจารณาปัญหาความคลุมเครือนี้มานานเกือบสองปีแล้ว ซึ่งประกอบด้วยนักดาราศาสตร์ นักเขียน และนักประวัติศาสตร์ ทั้งหมด 7 คน เป็นแกนนำหารือร่วมกับตัวแทนนานาชาติที่กรุงปารีสในปลายเดือนมิถุนายนและต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เมื่อกระบวนการหารือในวงกว้างเสร็จสิ้น คณะกรรมการได้บรรลุข้อสรุปและมีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ในนิยามคำว่า "ดาวเคราะห์" โดยนำเสนอต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่ในคราวนี้เพื่อให้สมาชิกได้พิจารณา


หลักใหญ่ข้อแรกของข้อเสนอที่คณะกรรมการได้นำเข้าที่ประชุมกำหนดนิยามว่า 

" ดาวเคราะห์" คือ วัตถุท้องฟ้าที่มีมวลมากพอที่แรงโน้มถ่วงจะทำให้มันอยู่ในภาวะสมดุลอุทกสถิต (hydrostatic equilibrium) โคจรรอบดาวฤกษ์โดยที่ตัวมันเองไม่เป็นทั้งดาวฤกษ์และดวงจันทร์บริวารของดาวเคราะห์ดวงอื่น 



      สาเหตุที่คณะกรรมการกำหนดนิยามเช่นนี้เนื่องจากต้องการใช้ธรรมชาติในแง่ของความโน้มถ่วงเป็นแกนหลัก จากนิยามนี้แปลความหมายได้ว่าวัตถุนั้นต้องไม่ใช่ดาวฤกษ์ , โคจรรอบดาวฤกษ์ , และมีรูปร่างเกือบเป็นทรงกลม


ข้อสอง แยกแยะความต่างกันระหว่างวัตถุอื่นที่เข้าข่ายข้อแรกออกจากดาวเคราะห์ 8 ดวง (ไม่รวมดาวพลูโต) ซึ่งมีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์เกือบเป็นวงกลมและโคจรอยู่ในระนาบใกล้เคียงกัน อันจะทำให้ซีรีสซึ่งถือเป็น "ดาวเคราะห์น้อย" ในขณะนี้ ถูกยกขึ้นเป็นดาวเคราะห์ด้วย แต่อาจเรียกให้ต่างไปว่าดาวเคราะห์แคระ ( dwarf planet) ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์


ข้อสาม นอกจากกำหนดนิยามดาวเคราะห์แล้ว คณะกรรมการยังได้เสนอร่างมติกำหนดประเภทของวัตถุชนิดใหม่ในระบบสุริยะให้ที่ประชุมพิจารณาใช้อย่างเป็นทางการต่อไปโดยเรียกวัตถุประเภทใหม่นี้ว่าพลูตอน (pluton) มีดาวพลูโตเป็นวัตถุต้นแบบ ใช้กับวัตถุที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยคาบยาวนานกว่า 200 ปี


ข้อสี่ กำหนดให้วัตถุอื่นนอกเหนือจากข้อ 1-3 ถูกเรียกว่า " วัตถุขนาดเล็กในระบบสุริยะ" ( Small Solar System Bodies) โดยยกเลิกศัพท์คำว่าดาวเคราะห์น้อย ( minor planet)


    ผลปรากฏว่าการหยั่งเสียงรอบแรก เสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอข้างต้นนี้ อันจะทำให้ระบบสุริยะมีดาวเคราะห์เพิ่มเป็นอย่างน้อย 12 ดวง โดยวัตถุที่เข้ามาใหม่เพื่อชิงตำแหน่งดาวเคราะห์ ได้แก่ ซีรีส คารอน และ 2003 ยูบี 313


 

 

 

ซีรีส ( Ceres) เป็นดาวเคราะห์น้อยที่ค้นพบเป็นดวงแรกและมีขนาดใหญ่ที่สุด เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 952 กิโลเมตร โคจรอยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี 

 


 


 


 คารอน ( Charon) มีขนาด 1,205 กิโลเมตร เป็นวัตถุที่อยู่ในฐานะทั้งดวงจันทร์บริวารของดาวพลูโตและดาวเคราะห์สหายกับดาวพลูโต แม้ว่าดาวพลูโตจะใหญ่กว่าคารอนแต่นักดาราศาสตร์เรียกระบบพลูโต-คารอนว่าดาวเคราะห์คู่ (double planet) เนื่องจากมันดูเหมือนโคจรรอบกันและกันมากกว่าที่คารอนจะเป็นแค่ดาวบริวาร 


 


 

 

 

แหล่งที่มา

 


 

 


 

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Rich internet application

Rich internet application

 


จากความเข้าใจของผม คำว่า Rich Internet Application น่าจะหมายถึง

การพัฒนาหน้าเวบ โดยมีการพัฒนาทางด้านระบบบราวเซอร์ให้มีลักษณะใกล้เคียงกับ

เดสทอปบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยน่าจะมีประโยชน์ที่ สะดวกสบายขึ้นและยังดูสวยงามอีกด้วย
 

 

หากดูจากรูปหน้าเวบนี้ สังเกตุได้ว่าจะมีลักษณะของไอคอน ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเดสทอปนั่นเอง




 

 

 

อ้างอิง

 


วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

map


ดู สนามหลวงถึง ม.รังสิต ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า